009Other

แพนด้ากี้กลับมาแล้วค่ะ กลับมาอย่างอิ่มอกอิ่มใจเหลือเกินทีเดียว และก็เลยอยากมาแบ่งปันความรู้ที่ได้รับมา (ความจริงความรู้นี้ไม่ได้ใหม่สำหรับฉัน แต่ฉันไม่เคยได้เขียนอะไรเป็นจริงเป็นจังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย) ... ความจริงก็นึกอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม และเขียนเชิงไหนดี เพราะฉันไม่ใช่พุทธจ๋า และฉันเป็นโรคกลัวพระพุทธรูป (คือ จริง ๆ กลัวหุ่นที่เป็นรูปคนเกือบทุกชนิด ตุ๊กตาบาร์บี้ก็ไม่เว้น ... แต่โตมาก็พอทำใจได้บ้าง ลึก ๆ ยังกลัวอยู่) งั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันกังวลมากอยู่ว่าเขียนอะไรไม่ดีแล้วจะมีคนด่า ทั้ง พุทธ คริสต์ อิสลาม ก็ตามที (เฮ้อ~X)

 

ก่อนอื่น ต้องบอกว่า

ไม่ได้จะมาพูดเรื่องศาสนา!!!

ออกตัวไว้เลย

 

เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ ฉันยังไม่ได้ปักใจเชื่อพุทธ 100% นะคะ ฉันเรียนปรัชญาศาสนา (หลัก ๆ หลายศาสนา ทั้งตต. และตอ.) มาและโต้แย้งถกเถียงโดยใช้ปรัชญาเข้าไปจับศาสนาต่าง ๆ มากมายค่ะ และไม่ได้เรียนแค่ผิว ๆ นะคะ ก็ลึกอยู่ (แต่ไม่มากหรอก) เรียนนี่ลงเรียนตั้งหลายตัว อ่านหนังสือก็หลายเล่มมาก ๆ เจาะพุทธอย่างเดียวเพียว ๆ เลยก็ 2 ตัวเข้าไปแล้ว (สมัยเรียน วิชาเอกเป็นจิตวิทยา และวิชาโทเป็นปรัชญา) คนที่คุยกับฉันหลายคนที่เป็นพวกยึดมั่นในศาสนาเต็มร้อยอาจจะหัวเสียเวลาคุยกับฉันนะคะ (ความจริงฉันไม่ได้ติดใจอะไรนัก เพราะฉันค่อนข้างเคารพในความเชื่อของคนอื่น เพียงแต่ต้องการให้คนอื่นเคารพในสิ่งที่ฉันคิดบ้าง) 

 

เพราะฉะนั้นวางใจได้ว่าอ่านแล้วจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องวิชาการ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธก็อ่านได้ค่ะ 

 

เรื่องของวิปัสสนา ตามหัวข้อที่ฉันตั้งไว้เท่ห์ ๆ ว่าวิปัสสนา ก็เหมือนการ เรียนดนตรีนั้น ก็เพราะ ฉันอยากให้มันเข้ากับบล๊อกแห่งนี้ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ดนตรีของตัวฉันเอง และสอง ฉันว่าถ้าอธิบายว่าวิปัสสนาเหมือนการเรียนดนตรีมันจะทำให้อะไรง่ายขึ้นค่ะ (จริง ๆ เรื่องดนตรีก็เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่จะอธิบายอ่ะน้า)

 

ย้อนไปสมัยฉันเรียนจิตวิทยา มีแนวคิดหนึ่งที่เชื่อว่า "พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมาจากความคิด" เนื้อหากึ่งหนึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการสมอง แต่อีกส่วนนึงดำมืดว่า ในขณะที่คนเราอาจจะเจอเหตุการณ์เหมือนกันซ้ำ ๆ แต่ทำไมเล่าถึงตอบสนองไม่เหมือนกัน เช่น วันนี้เจอสิ่งปฏิกูลลอยล่องบนโถส้วมเพราะคนก่อนไม่ราดน้ำ ก็รู้สึกอยากจจะอาเจียนกระทันหัน และวันต่อมาเจออีกเหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่ากลับเฉย ๆ และกดชักโครกทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ถ้าเป็นกระบวนการจากสมองใบเดียวกันมันคงจะต้องสั่งให้ทำพฤติกรรมเดิมแน่นอนใช่ไหมคะ และเพราะคนเราไม่ได้มีสมองสองใบ นักจิตวิทยาจึงอ้างว่าต้องมีบางสิ่งควบคุมสมองอีกที และไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร สิ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า "Black box" 

 

เรื่องมันชักจะยาวที่ พระพุทธเจ้า (ฉันขอใช้คำว่า) นักปรัชญาชาวอินเดีย (เพื่อให้ดูแล้วไม่ไปข้องเกี่ยวกับศาสนา) ได้กล่าวถึงเรื่องว่าอะไรที่ควบคุมการทำงานของพฤติกรรมมนุษย์ไว้นานก่อนนักจิตวิทยาทางตะวันตกหลายแขนง และคนที่เห็นตามในแนวคิดทางปรัชญาของพระพุทธเจ้าจึงได้รวมตัวเขียนหนังสือออกมา เป็นงานเขียนที่ดีชิ้นหนึ่งของโลก ชื่อว่าไตรปิฎกค่ะ ในหนังสือเล่มนี้พูดเรื่องที่เป็น "อภิปรัชญา" (Metaphysics) อย่างมาก เพราะ ในหนังสือ บทอภิธรรม กล่าวเกี่ยวกับทฤษฎีเหตุและผล(การสืบเนื่อง) กาลเวลา รูป นาม พลังงานของจิต ไว้โดยละเอียด 

 

หนทางที่จะเรียนรู้การทำงานของ black box หรือ สิ่งที่ควบคุมความคิด เพื่อให้ก่อเกิด พฤตกรรมของมนุษย์ พระพุทธเจ้า เรียกว่า "วิปัสสนากรรมฐาน" วิธีการก็ง่าย ๆ นั่นคือการ Slow Process ของความคิดของเราให้ช้าลง ช้ามาก ๆ จนเราตามทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น


ตอนนี้ก็เหมือนการเรียนรู้ดนตรีเลยค่ะ!!! 

 

เคยมีเพลงที่เล่นไม่ได้เพราะมันเร็วเกินไหมคะ หรืออย่างเล่นเปียโนแล้วมีจุดติดเพราะแยกประสาทซ้ายขวาไม่ออก หรือเล่นแล้วจับจังหวะตกไม่ได้ วิธีการที่จะเล่นสิ่งที่เราเล่นไม่ได้ เริ่มแรกก็คือ การเล่นช้า ๆ การค่อย ๆ แกะ ไปทีละเปราะจนชำนาญ เมื่อเราเล่นช้าจนเริ่มคล่องก็ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราก็เล่นเร็วได้ตามความเร็วจริงที่กำหนด 

 

ทุกวันนี้คนเราทำอะไรรวดเร็วจนตามความรู้สึกตัวเองไม่ทัน เราโกรธเพราะเพียงเกิดเหตุการณ์ตรงหน้าชั่ววูบ เราหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว บางทีเรากินข้าวไปดูทีวีไป และคุยกับคนในบ้าน แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า ทีวีก็จำเรื่องราวไม่ค่อยได้ คุยกับคนในบ้านก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมกินข้าวในปริมาณเกินความจำเป็น หากเรามา Slow Process ดูตัวเองสักนิด เราก็จะใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และนี่ก็คือการทำงานของบางสิ่ง พระพุทธเจ้า เรียกว่า "จิต" 

 

ขั้นตอนการฝึกวิปัสสนา 

 

พระพุทธเจ้า เขาเลยวางแนวไว้ให้ทำตามได้โลด โดยไม่ต้องมานั่งคิดแนวใหม่ให้ปวดหัว เขาว่า มันมีแบบฝึกหัดแค่ 3 อย่าง เพียงแค่ปฏิบัติต่อเนื่องกันบ่อย ๆ จึงจะเห็นผล แต่ก็เหมือนกับเรียนดนตรี ปัจจัยอยู่ที่ความขยันกับเซลล์สมอง หากขยันมากเซลล์สมองมากก็เก่งเร็ว หากขยันน้อยเซลล์สมองน้อยก็จะไม่ค่อยพัฒนาค่ะ (ว่าง่าย ๆ คือ มีพรสวรรค์ และมีพรแสวง--- แต่พรแสวงสำคัญกว่านะ) 

 

แบบฝึกหัดที่ 1 เป็นแบบฝึกหัดที่สำคัญที่สุด คือ "การกำหนดสติลงสู่อริยาบทหลักและอริยาบทย่อย" ว่าง่าย ๆ คือ กำลังทำอะไรอยู่ ก็ให้คิดว่าเรากำลังทำสิ่งนั้น เช่น กินข้าว ตอนที่จับช้อนก็พูดกับตัวเองว่า "จับหนอ" ตักกับข้าวก็พูด "ตักหนอ" ยกมาใส่ปากก็ "ยกมา" อ้าปากก็ "อ้า" ใส่เข้าไป "ใส่หนอ" ลิ้นรู้รสและอมอาหาร "รสหนอ" "อมหนอ" วางช้อน "วางหนอ" เคียวก็ "เคียวหนอ ๆ ๆ" ไปจนกลืน คือหมด 1 คำ แรก ๆ อาจจทำช้า ๆ พอทำไปนาน ๆ ชำนาญแล้วก็ทำจนเป็นนิสัย ข้อสำคัญหากยังไม่ชำนาญ อย่าไปกินรวมกับคนอื่น ให้หาเวลาฝึกตอนกินคนเดียว ก่อนที่คนอื่นจะหาว่าบ้า แบบฝึกหัดแรกนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้วางแนวทางไว้ตายตัว เพียงแค่ให้กำหนดจนเป็นนิสัยตั้งแต่เรื่อง อิริยาบทหลัก คือ นั่งนอนยืนเดิน ไปจนถึงอิริยาบทย่อย เช่น กิน ทำงาน ทำกับข้าว แม้กระทั้ง ขี้และฉี่ ! (มันมีเขียนในไตรปิกฎด้วยว่าให้กำหนดในขณะขี้และฉี่) แน่นอนเวลาโกรธ เราก็กำหนด "โกรธหนอ" หงุดหงิดก็ "หงุดหงิดหนอ" ดีใจก็ "ดีใจหนอ" กำหนดไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น และดูว่า ความโกรธทำให้เรารู้สึกอย่างไร ดีหรือไม่ดี และเราหยุดมันได้เร็วช้าขนาดไหน 

 

แบบฝึกหัดที่ 2 การเดินจงกรม อันนี้คงไม่อธิบายละเอียดนะคะ ขอแบบคร่าว ๆ ใครอยากศึกษาจริงจัง ไปหาสำนักวิปัสสนาฝึกเอาเอง การเดินจงกรม นี่สำคัญรองมาจากแบบฝึกหัดแรก ฝึกเองที่บ้านก็เอาสักวันละ20 นาทีก็พอ เดินกลับไปกลับมาสัก 7-8 ก้าว แต่ละย่างก้าวให้พูด "ขวา" (ตอนยกส้นข้างขวา) "ย่าง" (ตอนก้าวเท้าขวา แล้วค้างไว้) "หนอ" (ตอนที่เท้าขวาเหยียบพื้น) สลับกับขาซ้าย ก็พูดเหมือนกันแต่เปลี่ยนข้าง (พูดนี่หมายถึงคิดในใจก็ได้นะ) ทำอย่างงี้จนหมด 7-8 ก้าว ก็ค่อย ๆ เคลื่อนเท้ากลับ โดยใช้คำว่า "กลับหนอ ๆ" จนหันกลับมาแล้วก้าวใหม่ อย่างไรก็ดี แบบฝึกหัดนี้เป็นอะไรที่ต้องทำช้ามาก ช้าโครต ๆ เพราะอย่างงั้นเวลา คิดในใจหรือพูดออกมาว่า ขวาย่างหนอ กรุณา พูดเหมือนคนยานคาง หรือ พูดเหมือนเอาเทปเพลงไปปั่นในเครื่องซักผ้าสักสองรอบแล้วกลับมาเปิดฟังในวิทยุใหม่ 

 

แบบฝึกหัดที่ 3 การนั่งสมาธิ (สำคัญน้อยสุด นาน ๆ ฝึกทำก็ได้ถ้าขี้เกียจ) ... สำหรับชาวพุทธที่เคยฝึกการนั่งสมาธิแบบพุทโธกรุณาลืมแบบนี้ไปก่อนชั่วขณะ เพราะการนั่งสมาธิแบบวิปัสสนาเป็นคนละเรื่องกับการนั่งภาวนาพุทโธหรือเพ่งลมหายใจ การนั่งสมาธิแบบวิปัสสนาไม่ได้ก่อให้เกิดความสบายตัวสบายใจ แต่ก่อให้เกิดความรู้ว่า ร่างกายเรามันมีแต่เรื่องทุกข์กายทุกข์ใจเสียเหลือเกิน (อันนี้เป็นแก่นของปรัชญาของพระพุทธเจ้าเลยนะ) ในเมื่อสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องศาสนา ก็จะบอกว่า การนั่งสมาธิแนววิปัสสนานี้ มันทำให้เราเห็น Process ของจิตได้ชัดเรื่องว่า "ถ้ากายมีความรู้สึกหรือเกิดอะไรภายนอกที่ทำให้เรามีความรู้สึก มันไม่ได้ทำให้จิตของเราเกิดอารมณ์ได้เลย ถ้าเราไม่หวั่นไหวไปเอง" (งงไหม) แบบฝึกหัดนี้ คือ การนั่งสมาธิหลับตา ดูพุง พุงยุบก็บอก "ยุบหนอ" มันพองก็บอก "พองหนอ" มันยุบ ยาวมาก ๆ ก็บอก "ยูบบบบ~" มันพองมาก ๆ บอก "พองงงง" นั่งนาน ๆ คันก็บอก "คันหนอ" (อย่าไปเกานะ) ได้ยินอะไรบอก "ยินหนอ" เห็นอะไรบอก "เห็นหนอ" รู้สึกทางสัมผัส "เย็น" "ร้อน" "อ่อน" "แข็ง" มีรสในปากบอก "รสหนอ" ได้กลิ่นบอก "กลิ่นหนอ" เกิดอะไรขึ้นก็ คิดไปอย่างงั้น ฟุ้งซ่าน คิดถึงเมีย อย่าบอกเมียหนอนะ ให้บอก "คิดหนอ" หรือ "ฟุ้งหนอ" แค่นี้เลย ... นั่งนาน ๆ มันจะปวดมากทรมาน ทรมานก็บอกว่า "ปวดหนอ" บอกกับตัวเองว่า "ไม่ชอบหนอ" ... ถ้าเราดูความปวดมันไปเรื่อย ๆ นะ มันจะรู้เลยว่า เราเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบกับสิ่งที่ปวดเจ็บได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็เห็นอยู่ว่าความปวดมันก็ยังอยู่ 

 

แบบฝึกหัดมีแค่นี้ค่ะ ... แค่นี้จริง ๆ 3 อย่างเท่านั้น ข้อสำคัญ หากยังเห็นอะไรไม่ชัดเจน ก็ให้ทำช้า ๆ อย่าบังคับตัวเองว่าต้องไม่คิดเรื่องอื่นนะ เพราะใจเรามันก็ธรรมดาที่อยู่ดี ๆ จะแว๊บ ๆ ไปเรื่องอื่น แต่พอรู้ตัวว่าคิดไปเรื่องอื่นก็ บอกตัวเองว่า "คิดหนอ" แล้วก็หยุดซ่ะ เรื่องที่ต้องใส่ "หนอ" เหมือนเป็นการ แยก อาการสองอย่างออกเวลาพูดติดกันได้ชัด และ ทำให้เราไม่ไปเติมเรื่องราว เช่น เราเห็นดอกไม้ เราก็บอกตัวเอง "เห็นหนอ" ถ้าเราพูดว่า "เห็นดอกไม้" มันจะทำให้เราคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่นได้ง่าย ว่า ดอกไม้สวยนะ อย่างโง้นอย่างงี้ 

 

อ่านมาทั้งหมดบางคนยังงง แล้วมันได้อะไร? 

 

1. ง่าย ๆ เลยคือได้สติ! สติที่มันอยู่กับตัวเอง ไม่ประมาท การเอาไปใช้จริงอย่าง ทำงาน จะทำให้เรา ทำงานเสร็จไวเพราะไม่ไปคิดเรื่องอื่น หรือถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็วกกลับมาที่ตัวเองได้ง่าย อย่างเวลาอกหักนี่จะได้ผลดีนะ พอคิดถึงเขาเราก็รู้ตัวทันทีเลยว่า นี่กำลังคิดถึงเขานี่

2. ทำให้เราเป็นคนละเอียด เราหัดสังเกตแม้ในตัวเอง เราจะได้ยินอะไร เห็นอะไร รับรส หรือมีสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นค่ะ เป็นการฝึกเพิ่มเซลลประสาทสัมผัส 5 ด้าน และเซลลสมอง

3. เวลาเราเกิดอารมณ์ไม่พึงประสงค์เช่น โกรธ เกลียด เครียด แค้น หงุดหงิด เรารู้ตัวเองได้เร็วขึ้น ฝึกบ่อย ๆ ทำให้หยุดอารมณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น (แต่คงหยุดหมดไม่ได้ ยกเว้นจะฝึกแบบละทางโลกไปเลย) 

 

ประโยชน์อื่น ๆ เป็นประโยชน์เกี่ยวกับด้านศาสนา เช่น เห็นปรัชญาเรื่องไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า หรือเรื่องการตัดภพภูมิ (ที่หลาย ๆ คนมีความเชื่อ) 

 

จบแล้วค่ะ ... ฉันก็พยายามอธิบายให้ย่อ และกระชับมากที่สุดล่ะนะ (ถ้าให้เขียนจริง ๆ สงสัยยาวมาก และก็ไม่กล้าเขียนมากเพราะฉันไม่ใช่ specialist) เพื่อไม่ให้ไปพูดเรื่องของศาสนามากด้วย เพราะการฝึกวิปัสสนา ไม่ว่าคนศาสนาไหนก็ฝึกได้นะคะ เนื่องจากมันไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาเลย มันเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคคลมากกว่า แต่ถ้าคุณไปเข้าวิปัสสนาก็ต้องทำใจหน่อยว่าเขาจะมีบรรยายธรรมะที่ฟังแล้วก็หลับแล้วหลับอีกจนเบื่อเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันก็เคยได้ยินมาว่ามีบางที่แต่น้อยมาก ๆ จริง ๆ ก็มีหลักสูตรสำหรับคนศาสนาอื่น ๆ ด้วยนะคะ ถ้าฉันทราบมาเมื่อไหร่ก็จะแวะมาบอกก็แล้วกัน

 

สุดท้ายนี้ หากสิ่งที่ฉันกระทำมันเป็นบุญและมันแผ่กันได้อย่างที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ฉันก็อยากให้สิ่งดี ๆ ที่ฉันทำทำให้คนรอบข้างได้รับไปด้วยนะคะ ทั้ง พ่อแม่ พี่ต่อ เวิ้ง ไอ้โง่ กาแฟ คาเฟ่ อีเหี่ยว ญาติมิตร ครูบาอาจารย์ คนรู้จัก คนที่ฉันรักและคนที่ฉันเกลียด รวมถึง ทุก ๆ คนที่มาอ่านบล๊อกด้วย

 

ปล. กรุณานะคะ อย่าแอดฉันมาเพื่อคุยเรื่องศาสนา โดยเพราะคนที่เป็นพุทธจัด ๆ (แต่ไม่รู้เรื่องแก่นของปรัชญาพุทธเลย) ไม่ใช่ว่าฉันยกตนว่ารู้ดีนะคะ ฉันไม่ได้รู้มากมาย แต่ฉันไม่อยากให้คำพูดบางอย่างของฉันทำให้จิตใจใครขุ่นมัวเพียงแค่เถียงกันเรื่องความเชื่อนะจ๊ะ 


ฉันไม่คิดว่า ฉันจะกลับมานั่งเขียนเรือง "ป๊อป" และ "คลาสสิค" อีกครั้งจนกระทั้ง อยู่ดี ๆ รุ่นพี่คนนึงเข้ามาคุยกับฉัน เขาเป็นนักดนตรี เป็นมือคีย์บอร์ด มือเปียโน เล่นให้กับวงหลาย ๆ วงที่ออกอัลบั้มเพลงเพราะ ๆ ในตลาดบ้านเรา ฉันไม่ขอเอ่ยว่าเราคุยอะไร แต่เอาเป็นว่า การคุยของเราทำให้เกิดบทความที่ฉันจะเขียนต่อไปนี้ และแน่นอนว่าบทความนี้เป็นทัศนคติของฉันเพียงคนเดียว ฉันผู้ซึ่งขอออกตัวว่าไม่ใคร่จะรู้ลึกเรื่องดนตรีเสียด้วยซ้ำ 

 

ฉันเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์มาพอตัว และเบื้องลึกของศิลปะว่ามันงามไหม ไม่ได้อยู่ที่ตัวผลงานเลยแม้แต่น้อย มันอยู่ที่ตัวผู้ชื่นชมผลงานต่างหาก สมมติว่า น้องน้อยวาดรูปบ้านและปลา คุณแม่ของน้องน้อยก็คงจะชมไม่หยุดปากว่าเป็นรูปที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ แต่เผอิญขณะที่น้องน้อยไม่อยู่บ้าน นังแจ๋วเห็นเศษกระดาษที่น้อยน้อยวาดก็ผลันนึกว่าเป็นเศษขยะ เลยเอาไปทิ้งเสียนี่ ... เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็คงเข้าใจไม่ยากใช่ไหมล่ะ และเพราะงั้น ภาพเขียนของไมเคิลแองเจลโล่ มันจึงสวยในสายตาของบางคน และสำหรับอีกคนก็ดูว่าจะโบร๊าณ โบราณ ไม่เท่ห์แหวกแนว เท่าโถฉี่ของมาเซล ดูช๊อมป์

 

และเนื่องจากการตัดสินศิลปะว่างามไหม มันอยู่ที่ตัวคนชมผลงาน โลกแห่งความสวยความงามจึงมีคนถกเถียงกันเสียเยอะ ซึ่งเขาว่าคนในโลกความงามสามารถยอมรับความเห็นของอีกฝ่ายได้เพราะไม่มีคำว่าถูกผิด แต่ความเป็นจริงแล้วก็เห็นกันอยู่เนือง ๆ ว่าคนเถียงกันเรื่องนี้จนทะเลาะเบาะแว้งไม่จบไม่สิ้นก็มี 

 

ฉันเห็นคนที่เล่นป๊อป และก็มีทัศนคติต่อคลาสสิค แย่ ๆ และ เห็นคนที่เล่นคลาสสิค และมีทัศนะต่อป๊อปแย่ ๆ มากมายเสียเหลือเกิน อย่างพวกป๊อปก็จะว่า คลาสสิคมันเดิม ๆ เล่นเหมือนกันหมด ไม่มีโน้ตก็เล่นไม่ได้ ส่วนพวกคลาสสิคก็จะว่า ป๊อป แจ๊ส มันไม่ได้ประดิษฐ์ประดอย ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าโน้ตตัวไหนควรจะเล่นให้มีเสียงยังไง อะไรทำนองนี้ที่ได้ยินมาบ่อย ๆ 

 

และเนื่องจากฉันไม่ได้รู้เรื่องดนตรีโดยตรง ฉันจึงขอเทียบรูปปั้นกรีกโบราณนามวีนัสแขนขาด กับ หุ่นโมเดลรูปซุนหงอคงรวมร่างกับเบจิต้า ... วีนัสสาวงามไม่มีที่ติ ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปได้เห็นเธอคบ 32 เธอคงงามย้อย และที่เธองามย้อยได้ขนาดก็เพราะ รูปลักษณ์อันเพอเฟค ใครเรียนศิลปะมาก็จะรู้ว่าคนสมัยก่อน วาดภาพ หรือปั้นหุ่น จะมีโพพอชั่น (สัดส่วน) ตายตัวว่า แขนขา หน้าตาควรกว้างยาวเท่าไหร่ มันทำให้รูปหน้าตาของวีนัส ไม่ต่างไปกับ หน้าพอหนุ่ม เดวิส ถามว่าถ้าเราจะปั้นรูปเลียนแบบศิลปะกรีกเราต้องทำไง ... แน่นอนคือ เราต้องวัดตามสัดส่วนให้ออกมาเฟอเฟคไม่มีผิดเพี้ยน มาถึงตาหุ่นโมเดลซุนหงอคงรวมร่างกับเบจิต้ากันบ้าง หัวสีทองตอนเป็นซูเปอร์ไซย่าร่างที่ 108 แหลมเหลือง ประหนึ่งทุเรียนเมืองจันทร์ กล้ามเนื้อ และหน้าตาที่ผสมผสานอย่างลงตัวของ ซุนหงอคง และ เบจิต้า (ความจริง อ.โทริยามาคนวาดดราก้อนบอลก็วาดตัวละครหน้าตาเหมือน ๆ กันหมด) ปัจจุบันมีคนวาดแฟนอาร์ตเยอะแยะไปหมด แถม แฟนอาร์ตดรากอนบอลเดี๋ยวนี้ก็ออกไปทาง ยูริ ยาโอย (เกย์และเลสเบี้ยน) เสียเยอะเหมือนกัน 

 

เปรียบวีนัส เหมือนเพลงคลาสสิค ที่จะรังโดนแต่คนหาว่า ไม่ว่าจะหล่อปูนปาสเตอร์กี่ครั้ง หรือจะให้วาดเลียนแบบศิลปะกรีกให้เหมือน ก็ต้องใช้มาตราสัดส่วนเดิม ๆ เหมือนกันทั้งนั้น เพลงคลาสสิค ก็ฟังเหมือนกันไปเสียหมด ส่วนพ่อโกจิต้า (หงอคง+เบจิต้า) ก็เหมือนว่าได้รับการผสมผสานจนงงไปเสียหมดว่าจะเป็นหงอคงหรือเบจิต้าดี คงเปรียบได้กับป๊อปและแจ๊ส ที่มีลูกเล่นแพรวพราว ไม่จำเป็นต้องเล่นตามโน้ตแบบฉบับ แต่หน้าตาตลกหัวเหลืองทุเรียนหลุดโลกคงดูพิลึกถ้าเอาไปขึ้นโชว์ตามแกลเลอรี่ไฮโซว์จริงไหม 

 

ฉันว่าเราไม่ควรจะไปว่าว่า คลาสสิคฟังดูแล้วเพลงมันก็ซ้ำ ๆ นะ เพราะคนที่เล่นเขาก็ประดิษฐ์ประดอยจนสุดฝีมือกว่าจะได้เสียง โทน และ อารมณ์ ให้คงความเป็นคลาสสิค (เหมือนกับคนปั้นรูปที่ต้องเข้าใจถึงสัดส่วนเป็นอย่างดี) และ ป๊อป แจ๊ส ที่บางทีอิมโพสไวสจนหลุดโลก แต่มันก็ทำให้เราสุขสุด ๆ ไปกับมันไม่ใช่เหรอ (ก็เหมือนการ์ตูนดรากอนบอลที่มันหลุดโลกจนกู่ไม่กลับไปแล้ว ณ ตอนนี้) 

 

พอเวลาใครว่าว่า คลาสสิคมันซ้ำ ๆ ฟังไปก็ "ไม่ค่อยได้อะไร" ฉันก็รู้สึกไม่ชอบนะ ไม่ใช่เพราะฉันถือหางคลาสสิค (เรียกเหมือนเป็นหมาเลย) แต่เพราะฉันคิดว่ามันมีอะไรเสมอไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวไหน เพียงแต่ถ้าเราไม่ได้สนใจไปในด้านไหนเราควรจะพูดว่า เราไม่ชอบ แทนที่จะบอกว่ามันไม่ดี 

 

และฉันก็ไม่ชอบอีก เวลาที่ใครบอกว่า "ยี้ ดีทูบี" เกลียดเพลงตลาดเข้าไส้ แล้วมองดูถูกสาวกดีทูบีว่าคลั่งนักร้องเพราะหน้าตา เพราะนั่นก็แปลว่าคุณไม่ได้เข้าใจคำว่าศิลปะเลยแม้แต่น้อย (แต่คนพวกนี้จะคิดว่า เข้าใจศิลปะเป็นอย่างดี ฟังแต่เพลงมีคลาส) ฉันยอมรับว่าดีทูบีเขาอาจจะไม่ได้ร้องเก่งดนตรีดี แต่ว่า เขาก็เสนอผลงานในรูปแบบที่ทำให้คนติดหูอยู่กับความง่าย ๆ ฟังง่าย ๆ ฉันไปร้องเกะก็ร้องดีทูบีออกจะบ่อยนะ ไม่ได้ยี้อะไรจัด ๆ 

 

มันขึ้นอยู่กับการยอมรับมากกว่า ยอมรับที่ว่า เราไม่ชอบอะไรหรือชอบอะไร แล้วไม่พยายามบอกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบมันไม่ดีสำหรับคนอื่นไปด้วย เช่น ฉันไม่ชอบเพลงเพื่อชีวิต ฟังแล้วเครียด ปวดกะบาล แต่ฉันไม่เคยพูดกับใครว่า อย่าไปฟังมันเลย ปวดกะบาล เพราะคนอื่นหลายคนเขาก็ชอบและมองว่าสิ่งนี้มันมีสเน่ห์ค่ะ 

 

ปล. ออกตัวอีกครั้งว่าฉันไม่รู้ลึกด้านดนตรีนะคะ ฉันพูดอะไรมาก็อาจจะผิด และคนที่ฉันเคยคุยด้วยหลาย ๆ คนเขาอาจจะรู้ได้ลึกมากกว่าฉัน เพราะงั้นบทความนี้เป็นเพียงทัศนะด้านเดียวค่ะ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย ขอบคุณค่ะ

[tag] สุข 13

posted on 13 Jul 2008 13:51 by panda500  in 009Other

เผอิญว่ามีน้องคนนึง "หมาแว่น" เขามาอ่านบล๊อคเราแล้วก็ทิ้ง tag ไว้ให้เราเล่น มันชื่อ สุข 13 งงดี ไม่รู้ว่าจุดประสงค์มันคืออะไร แต่เท่าที่อ่าน ๆ มันประมาณว่าให้คิดมา 13 อย่างที่เราทำแล้วมีความสุข เราก็ว่าหน้าสนนะ เพราะพอคิดถึงว่าอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขมันก็มีความสุขไปด้วยอ่ะ

อะไรที่ทำแล้วมีความสุขอ่ะเหรอ?
1. กิน ของอร่อย ~ ติ่มซำ อาหารญี่ปุ่น ไอติม ไรทำนองนี้
2. นอน และตื่นสาย ๆ ~ อันนี้ย้ำว่าตื่นสายนะแล้วจะสุขมาก ๆ มันสบายสุด ๆ
3. มี sex ~ หรือใครจะเถียง (แต่ถ้ามี sex ไม่ปลอดภัยอาจจะทุกข์ทีหลังได้นะ)
4. ดูการ์ตูน ~ ดูแล้วติดอ่ะ
5. เล่นเกมส์ ~ นี่ก็เล่นแล้วติด
6. นั่งดูทีวีกับแม่ ~ อยู่กันเงียบ ๆ แต่มีความสุข
7. พ่อพาไปเที่ยวต่างจังหวัด ~ ไม่ใช่เราพาพ่อไปนะ แต่พ่อต้องพาเราไป
8. พูดประโยคซ้ำ ๆ ให้แฟนฟัง ~ อันนี้ออกแนวโรคจิต แต่ทำแล้วมันหยุดปากไม่ได้
9. ได้เห็นรอยยิ้มของเวิ้ง ~ ไม่ว่าอารมณ์ไหน ถ้าเวิ้งยิ้มให้ เราจะรู้สึกดีขึ้นทันที
10. คุยโม้เรื่องตัวเอง ~ แน่นอน ก็เราขี้โม้อยู่แล้ว
11. แหกปากร้องเพลงประกอบซีดีเพลงคลาสสิค ~ อยากฟังม๊ะ?
12. ยืนแดนซ์หน้าจอคอมท่าคาราเมลแดนซ์ ~ ท่านี้เขากำลังฮิตนะ ใครไม่รู้จักเชยเลย
13. อาบน้ำหลังจากดองไว้สักอาทิตย์นึง ~ ลองทำดูซิ มันสุขเกินบรรยาย