ฝึกวิปัสสนามันก็เหมือนฝึกเล่นดนตรี
posted on 21 Aug 2008 21:26 by panda500 in 009Other
ก่อนอื่น ต้องบอกว่า
ไม่ได้จะมาพูดเรื่องศาสนา!!!
ออกตัวไว้เลย
เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ ฉันยังไม่ได้ปักใจเชื่อพุทธ 100% นะคะ ฉันเรียนปรัชญาศาสนา (หลัก ๆ หลายศาสนา ทั้งตต. และตอ.) มาและโต้แย้งถกเถียงโดยใช้ปรัชญาเข้าไปจับศาสนาต่าง ๆ มากมายค่ะ และไม่ได้เรียนแค่ผิว ๆ นะคะ ก็ลึกอยู่ (แต่ไม่มากหรอก) เรียนนี่ลงเรียนตั้งหลายตัว อ่านหนังสือก็หลายเล่มมาก ๆ เจาะพุทธอย่างเดียวเพียว ๆ เลยก็ 2 ตัวเข้าไปแล้ว (สมัยเรียน วิชาเอกเป็นจิตวิทยา และวิชาโทเป็นปรัชญา) คนที่คุยกับฉันหลายคนที่เป็นพวกยึดมั่นในศาสนาเต็มร้อยอาจจะหัวเสียเวลาคุยกับฉันนะคะ (ความจริงฉันไม่ได้ติดใจอะไรนัก เพราะฉันค่อนข้างเคารพในความเชื่อของคนอื่น เพียงแต่ต้องการให้คนอื่นเคารพในสิ่งที่ฉันคิดบ้าง)
เพราะฉะนั้นวางใจได้ว่าอ่านแล้วจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องวิชาการ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธก็อ่านได้ค่ะ
เรื่องของวิปัสสนา ตามหัวข้อที่ฉันตั้งไว้เท่ห์ ๆ ว่าวิปัสสนา ก็เหมือนการ เรียนดนตรีนั้น ก็เพราะ ฉันอยากให้มันเข้ากับบล๊อกแห่งนี้ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ดนตรีของตัวฉันเอง และสอง ฉันว่าถ้าอธิบายว่าวิปัสสนาเหมือนการเรียนดนตรีมันจะทำให้อะไรง่ายขึ้นค่ะ (จริง ๆ เรื่องดนตรีก็เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่จะอธิบายอ่ะน้า)
ย้อนไปสมัยฉันเรียนจิตวิทยา มีแนวคิดหนึ่งที่เชื่อว่า "พฤติกรรมของมนุษย์นั้นมาจากความคิด" เนื้อหากึ่งหนึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับกระบวนการสมอง แต่อีกส่วนนึงดำมืดว่า ในขณะที่คนเราอาจจะเจอเหตุการณ์เหมือนกันซ้ำ ๆ แต่ทำไมเล่าถึงตอบสนองไม่เหมือนกัน เช่น วันนี้เจอสิ่งปฏิกูลลอยล่องบนโถส้วมเพราะคนก่อนไม่ราดน้ำ ก็รู้สึกอยากจจะอาเจียนกระทันหัน และวันต่อมาเจออีกเหมือนเดิม แต่กลายเป็นว่ากลับเฉย ๆ และกดชักโครกทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ถ้าเป็นกระบวนการจากสมองใบเดียวกันมันคงจะต้องสั่งให้ทำพฤติกรรมเดิมแน่นอนใช่ไหมคะ และเพราะคนเราไม่ได้มีสมองสองใบ นักจิตวิทยาจึงอ้างว่าต้องมีบางสิ่งควบคุมสมองอีกที และไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร สิ่งนั้นจึงถูกเรียกว่า "Black box"
เรื่องมันชักจะยาวที่ พระพุทธเจ้า (ฉันขอใช้คำว่า) นักปรัชญาชาวอินเดีย (เพื่อให้ดูแล้วไม่ไปข้องเกี่ยวกับศาสนา) ได้กล่าวถึงเรื่องว่าอะไรที่ควบคุมการทำงานของพฤติกรรมมนุษย์ไว้นานก่อนนักจิตวิทยาทางตะวันตกหลายแขนง และคนที่เห็นตามในแนวคิดทางปรัชญาของพระพุทธเจ้าจึงได้รวมตัวเขียนหนังสือออกมา เป็นงานเขียนที่ดีชิ้นหนึ่งของโลก ชื่อว่าไตรปิฎกค่ะ ในหนังสือเล่มนี้พูดเรื่องที่เป็น "อภิปรัชญา" (Metaphysics) อย่างมาก เพราะ ในหนังสือ บทอภิธรรม กล่าวเกี่ยวกับทฤษฎีเหตุและผล(การสืบเนื่อง) กาลเวลา รูป นาม พลังงานของจิต ไว้โดยละเอียด
หนทางที่จะเรียนรู้การทำงานของ black box หรือ สิ่งที่ควบคุมความคิด เพื่อให้ก่อเกิด พฤตกรรมของมนุษย์ พระพุทธเจ้า เรียกว่า "วิปัสสนากรรมฐาน" วิธีการก็ง่าย ๆ นั่นคือการ Slow Process ของความคิดของเราให้ช้าลง ช้ามาก ๆ จนเราตามทันว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ตอนนี้ก็เหมือนการเรียนรู้ดนตรีเลยค่ะ!!!
เคยมีเพลงที่เล่นไม่ได้เพราะมันเร็วเกินไหมคะ หรืออย่างเล่นเปียโนแล้วมีจุดติดเพราะแยกประสาทซ้ายขวาไม่ออก หรือเล่นแล้วจับจังหวะตกไม่ได้ วิธีการที่จะเล่นสิ่งที่เราเล่นไม่ได้ เริ่มแรกก็คือ การเล่นช้า ๆ การค่อย ๆ แกะ ไปทีละเปราะจนชำนาญ เมื่อเราเล่นช้าจนเริ่มคล่องก็ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเราก็เล่นเร็วได้ตามความเร็วจริงที่กำหนด
ทุกวันนี้คนเราทำอะไรรวดเร็วจนตามความรู้สึกตัวเองไม่ทัน เราโกรธเพราะเพียงเกิดเหตุการณ์ตรงหน้าชั่ววูบ เราหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว บางทีเรากินข้าวไปดูทีวีไป และคุยกับคนในบ้าน แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า ทีวีก็จำเรื่องราวไม่ค่อยได้ คุยกับคนในบ้านก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แถมกินข้าวในปริมาณเกินความจำเป็น หากเรามา Slow Process ดูตัวเองสักนิด เราก็จะใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และนี่ก็คือการทำงานของบางสิ่ง พระพุทธเจ้า เรียกว่า "จิต"
ขั้นตอนการฝึกวิปัสสนา
พระพุทธเจ้า เขาเลยวางแนวไว้ให้ทำตามได้โลด โดยไม่ต้องมานั่งคิดแนวใหม่ให้ปวดหัว เขาว่า มันมีแบบฝึกหัดแค่ 3 อย่าง เพียงแค่ปฏิบัติต่อเนื่องกันบ่อย ๆ จึงจะเห็นผล แต่ก็เหมือนกับเรียนดนตรี ปัจจัยอยู่ที่ความขยันกับเซลล์สมอง หากขยันมากเซลล์สมองมากก็เก่งเร็ว หากขยันน้อยเซลล์สมองน้อยก็จะไม่ค่อยพัฒนาค่ะ (ว่าง่าย ๆ คือ มีพรสวรรค์ และมีพรแสวง--- แต่พรแสวงสำคัญกว่านะ)
แบบฝึกหัดที่ 1 เป็นแบบฝึกหัดที่สำคัญที่สุด คือ "การกำหนดสติลงสู่อริยาบทหลักและอริยาบทย่อย" ว่าง่าย ๆ คือ กำลังทำอะไรอยู่ ก็ให้คิดว่าเรากำลังทำสิ่งนั้น เช่น กินข้าว ตอนที่จับช้อนก็พูดกับตัวเองว่า "จับหนอ" ตักกับข้าวก็พูด "ตักหนอ" ยกมาใส่ปากก็ "ยกมา" อ้าปากก็ "อ้า" ใส่เข้าไป "ใส่หนอ" ลิ้นรู้รสและอมอาหาร "รสหนอ" "อมหนอ" วางช้อน "วางหนอ" เคียวก็ "เคียวหนอ ๆ ๆ" ไปจนกลืน คือหมด 1 คำ แรก ๆ อาจจทำช้า ๆ พอทำไปนาน ๆ ชำนาญแล้วก็ทำจนเป็นนิสัย ข้อสำคัญหากยังไม่ชำนาญ อย่าไปกินรวมกับคนอื่น ให้หาเวลาฝึกตอนกินคนเดียว ก่อนที่คนอื่นจะหาว่าบ้า แบบฝึกหัดแรกนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้วางแนวทางไว้ตายตัว เพียงแค่ให้กำหนดจนเป็นนิสัยตั้งแต่เรื่อง อิริยาบทหลัก คือ นั่งนอนยืนเดิน ไปจนถึงอิริยาบทย่อย เช่น กิน ทำงาน ทำกับข้าว แม้กระทั้ง ขี้และฉี่ ! (มันมีเขียนในไตรปิกฎด้วยว่าให้กำหนดในขณะขี้และฉี่) แน่นอนเวลาโกรธ เราก็กำหนด "โกรธหนอ" หงุดหงิดก็ "หงุดหงิดหนอ" ดีใจก็ "ดีใจหนอ" กำหนดไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้น และดูว่า ความโกรธทำให้เรารู้สึกอย่างไร ดีหรือไม่ดี และเราหยุดมันได้เร็วช้าขนาดไหน
แบบฝึกหัดที่ 2 การเดินจงกรม อันนี้คงไม่อธิบายละเอียดนะคะ ขอแบบคร่าว ๆ ใครอยากศึกษาจริงจัง ไปหาสำนักวิปัสสนาฝึกเอาเอง การเดินจงกรม นี่สำคัญรองมาจากแบบฝึกหัดแรก ฝึกเองที่บ้านก็เอาสักวันละ20 นาทีก็พอ เดินกลับไปกลับมาสัก 7-8 ก้าว แต่ละย่างก้าวให้พูด "ขวา" (ตอนยกส้นข้างขวา) "ย่าง" (ตอนก้าวเท้าขวา แล้วค้างไว้) "หนอ" (ตอนที่เท้าขวาเหยียบพื้น) สลับกับขาซ้าย ก็พูดเหมือนกันแต่เปลี่ยนข้าง (พูดนี่หมายถึงคิดในใจก็ได้นะ) ทำอย่างงี้จนหมด 7-8 ก้าว ก็ค่อย ๆ เคลื่อนเท้ากลับ โดยใช้คำว่า "กลับหนอ ๆ" จนหันกลับมาแล้วก้าวใหม่ อย่างไรก็ดี แบบฝึกหัดนี้เป็นอะไรที่ต้องทำช้ามาก ช้าโครต ๆ เพราะอย่างงั้นเวลา คิดในใจหรือพูดออกมาว่า ขวาย่างหนอ กรุณา พูดเหมือนคนยานคาง หรือ พูดเหมือนเอาเทปเพลงไปปั่นในเครื่องซักผ้าสักสองรอบแล้วกลับมาเปิดฟังในวิทยุใหม่
แบบฝึกหัดที่ 3 การนั่งสมาธิ (สำคัญน้อยสุด นาน ๆ ฝึกทำก็ได้ถ้าขี้เกียจ) ... สำหรับชาวพุทธที่เคยฝึกการนั่งสมาธิแบบพุทโธกรุณาลืมแบบนี้ไปก่อนชั่วขณะ เพราะการนั่งสมาธิแบบวิปัสสนาเป็นคนละเรื่องกับการนั่งภาวนาพุทโธหรือเพ่งลมหายใจ การนั่งสมาธิแบบวิปัสสนาไม่ได้ก่อให้เกิดความสบายตัวสบายใจ แต่ก่อให้เกิดความรู้ว่า ร่างกายเรามันมีแต่เรื่องทุกข์กายทุกข์ใจเสียเหลือเกิน (อันนี้เป็นแก่นของปรัชญาของพระพุทธเจ้าเลยนะ) ในเมื่อสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องศาสนา ก็จะบอกว่า การนั่งสมาธิแนววิปัสสนานี้ มันทำให้เราเห็น Process ของจิตได้ชัดเรื่องว่า "ถ้ากายมีความรู้สึกหรือเกิดอะไรภายนอกที่ทำให้เรามีความรู้สึก มันไม่ได้ทำให้จิตของเราเกิดอารมณ์ได้เลย ถ้าเราไม่หวั่นไหวไปเอง" (งงไหม) แบบฝึกหัดนี้ คือ การนั่งสมาธิหลับตา ดูพุง พุงยุบก็บอก "ยุบหนอ" มันพองก็บอก "พองหนอ" มันยุบ ยาวมาก ๆ ก็บอก "ยูบบบบ~" มันพองมาก ๆ บอก "พองงงง" นั่งนาน ๆ คันก็บอก "คันหนอ" (อย่าไปเกานะ) ได้ยินอะไรบอก "ยินหนอ" เห็นอะไรบอก "เห็นหนอ" รู้สึกทางสัมผัส "เย็น" "ร้อน" "อ่อน" "แข็ง" มีรสในปากบอก "รสหนอ" ได้กลิ่นบอก "กลิ่นหนอ" เกิดอะไรขึ้นก็ คิดไปอย่างงั้น ฟุ้งซ่าน คิดถึงเมีย อย่าบอกเมียหนอนะ ให้บอก "คิดหนอ" หรือ "ฟุ้งหนอ" แค่นี้เลย ... นั่งนาน ๆ มันจะปวดมากทรมาน ทรมานก็บอกว่า "ปวดหนอ" บอกกับตัวเองว่า "ไม่ชอบหนอ" ... ถ้าเราดูความปวดมันไปเรื่อย ๆ นะ มันจะรู้เลยว่า เราเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกชอบหรือไม่ชอบกับสิ่งที่ปวดเจ็บได้ ทั้ง ๆ ที่เราก็เห็นอยู่ว่าความปวดมันก็ยังอยู่
แบบฝึกหัดมีแค่นี้ค่ะ ... แค่นี้จริง ๆ 3 อย่างเท่านั้น ข้อสำคัญ หากยังเห็นอะไรไม่ชัดเจน ก็ให้ทำช้า ๆ อย่าบังคับตัวเองว่าต้องไม่คิดเรื่องอื่นนะ เพราะใจเรามันก็ธรรมดาที่อยู่ดี ๆ จะแว๊บ ๆ ไปเรื่องอื่น แต่พอรู้ตัวว่าคิดไปเรื่องอื่นก็ บอกตัวเองว่า "คิดหนอ" แล้วก็หยุดซ่ะ เรื่องที่ต้องใส่ "หนอ" เหมือนเป็นการ แยก อาการสองอย่างออกเวลาพูดติดกันได้ชัด และ ทำให้เราไม่ไปเติมเรื่องราว เช่น เราเห็นดอกไม้ เราก็บอกตัวเอง "เห็นหนอ" ถ้าเราพูดว่า "เห็นดอกไม้" มันจะทำให้เราคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่นได้ง่าย ว่า ดอกไม้สวยนะ อย่างโง้นอย่างงี้
อ่านมาทั้งหมดบางคนยังงง แล้วมันได้อะไร?
1. ง่าย ๆ เลยคือได้สติ! สติที่มันอยู่กับตัวเอง ไม่ประมาท การเอาไปใช้จริงอย่าง ทำงาน จะทำให้เรา ทำงานเสร็จไวเพราะไม่ไปคิดเรื่องอื่น หรือถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็วกกลับมาที่ตัวเองได้ง่าย อย่างเวลาอกหักนี่จะได้ผลดีนะ พอคิดถึงเขาเราก็รู้ตัวทันทีเลยว่า นี่กำลังคิดถึงเขานี่
2. ทำให้เราเป็นคนละเอียด เราหัดสังเกตแม้ในตัวเอง เราจะได้ยินอะไร เห็นอะไร รับรส หรือมีสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นค่ะ เป็นการฝึกเพิ่มเซลลประสาทสัมผัส 5 ด้าน และเซลลสมอง
3. เวลาเราเกิดอารมณ์ไม่พึงประสงค์เช่น โกรธ เกลียด เครียด แค้น หงุดหงิด เรารู้ตัวเองได้เร็วขึ้น ฝึกบ่อย ๆ ทำให้หยุดอารมณ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น (แต่คงหยุดหมดไม่ได้ ยกเว้นจะฝึกแบบละทางโลกไปเลย)
ประโยชน์อื่น ๆ เป็นประโยชน์เกี่ยวกับด้านศาสนา เช่น เห็นปรัชญาเรื่องไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า หรือเรื่องการตัดภพภูมิ (ที่หลาย ๆ คนมีความเชื่อ)
จบแล้วค่ะ ... ฉันก็พยายามอธิบายให้ย่อ และกระชับมากที่สุดล่ะนะ (ถ้าให้เขียนจริง ๆ สงสัยยาวมาก และก็ไม่กล้าเขียนมากเพราะฉันไม่ใช่ specialist) เพื่อไม่ให้ไปพูดเรื่องของศาสนามากด้วย เพราะการฝึกวิปัสสนา ไม่ว่าคนศาสนาไหนก็ฝึกได้นะคะ เนื่องจากมันไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาเลย มันเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคคลมากกว่า แต่ถ้าคุณไปเข้าวิปัสสนาก็ต้องทำใจหน่อยว่าเขาจะมีบรรยายธรรมะที่ฟังแล้วก็หลับแล้วหลับอีกจนเบื่อเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันก็เคยได้ยินมาว่ามีบางที่แต่น้อยมาก ๆ จริง ๆ ก็มีหลักสูตรสำหรับคนศาสนาอื่น ๆ ด้วยนะคะ ถ้าฉันทราบมาเมื่อไหร่ก็จะแวะมาบอกก็แล้วกัน
สุดท้ายนี้ หากสิ่งที่ฉันกระทำมันเป็นบุญและมันแผ่กันได้อย่างที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ฉันก็อยากให้สิ่งดี ๆ ที่ฉันทำทำให้คนรอบข้างได้รับไปด้วยนะคะ ทั้ง พ่อแม่ พี่ต่อ เวิ้ง ไอ้โง่ กาแฟ คาเฟ่ อีเหี่ยว ญาติมิตร ครูบาอาจารย์ คนรู้จัก คนที่ฉันรักและคนที่ฉันเกลียด รวมถึง ทุก ๆ คนที่มาอ่านบล๊อกด้วย
ปล. กรุณานะคะ อย่าแอดฉันมาเพื่อคุยเรื่องศาสนา โดยเพราะคนที่เป็นพุทธจัด ๆ (แต่ไม่รู้เรื่องแก่นของปรัชญาพุทธเลย) ไม่ใช่ว่าฉันยกตนว่ารู้ดีนะคะ ฉันไม่ได้รู้มากมาย แต่ฉันไม่อยากให้คำพูดบางอย่างของฉันทำให้จิตใจใครขุ่นมัวเพียงแค่เถียงกันเรื่องความเชื่อนะจ๊ะ
