001Piano

เริ่มเดิมทีก่อนที่ฉันจะเรียนกับครูเต้ ครูสอนเปียโนคนปัจจุบัน ฉันก็ไปลองมาหลายต่อหลายที่ แบบว่าครั้งเดียวเป็นพีธีแล้วก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะตกลงเรียนหรือไม่ ว่าง่าย ๆ ฉันทำว่าที่ครูอกหักไปหลายคนแล้วนะ ... จนมีคนถามฉันว่าฉันเลือกครูยังไง? ฉันรู้ได้ยังไงว่าฉันจะเข้ากับครูคนไหนได้? 

 

ความจริงที่ฉันอยากจะเขียนเรื่องการเลือกครูสอนดนตรี นี่ก็เพราะว่าเร็ว ๆ นี้ ฉันพบเห็นกรณีหลากหลาย ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่าง มีคนเจอครูสอนไม่รู้เรื่อง ไปจนกระทั้งมีคนเจอครูมีนิสัยแปลก ๆ หรือพวกอีโก้สูงลิบ พอเวลาได้ยินก็รู้สึกว่าฉันโชคดีจัง เพราะครูที่สอนฉันอยู่ วางตัวก็ดี สอนก็เก่ง รับเรื่องที่ฉันพูดตรง ๆ ก็ได้ด้วยนะ 

 

สำหรับคนที่ยังไม่ได้เรียนและหาสถาบันเรียนอยู่ ก็มักมาถามว่าเรียนที่ไหนดี ซึ่ง ฉันจะพูดเลยแบบฟันธงว่า "ที่ไหนก็ได้ที่มีครูที่ถูกใจเรา" นั่นแหละ ดีที่สุด เพราะเรียนดนตรี อยากจะให้ได้ผลเรียนมีความสุข และฝีมือพัฒนาเร็ว ตรงจุดประสงค์ของผู้เรียน มันก็อยู่ที่ครูทั้งนั้น

 

เมื่อเคลียร์เรื่องว่าครูเป็นคนสำคัญ ก็มาถึงเรื่องว่าแล้วจะเลือกยังไงให้เข้ากับเรา 

 

อย่างแรกคือ ครั้งแรกที่เราทดลองเรียนน่ะ เราคุยกับครูไหมว่า จุดประสงค์ที่เราอยากเล่นดนตรีไปเพราะอะไร? ข้อนี้สำคัญเลยนะ ... เพราะเราอยากผ่อนคลาย เรียนเล่น ๆ แก้เครียด แล้วไปเจอครูตั้งใจสอน ต้องแม่นต้องเนี๊ยบ ก็หมดสนุกกันน่ะซิ หรือบางคนอยากเรียนอย่างซีเรียส อยากเก่ง เจอครูชอบพูดมาก ชวนคุยในเวลาเรียน เพราะอยากให้นักเรียนชิว ๆ สุดท้ายเราก็ไม่ได้อะไร จริงไหม นอกจากนี้ ควรจะคุยกับครูเรื่องแนวเพลงที่อยากเล่นได้ เพราะถ้าครูถนัดป๊อป และนักเรียนอยากเล่นเพลงคลาสสิค ครูจะสอนได้ไหมล่ะนั่น ... 

 

อย่างที่สองคือ กำหนดสเป๊กครูไว้ก่อนล่วงหน้า (ประหนึ่งกำหนดเนื้อคู่ในอนาคต) เช่น ครูต้องเป็นผู้หญิง ใส่แว่น อายุ 18-25 ใจดี ในกรณีสาวกสาวแว่น (ยกตัวอย่างซ่ะ ... ไม่สมเป็นครูเลย) อย่างเรา คุณสมบัติที่เคยตั้งไว้ คือ แก่ พูดแล้วเราขยันซ้อม และมีสติ๊กเกอร์หมีแพนด้า (ออกนอกเรื่องอีกแล้ว) การตั้งสเป็คคร่าว ๆ จะทำให้เราเข้ากับครูได้ (นอกเรื่องอีกนิด ชีวิตคนเราควรกำหนดสเป็กเนื้อคู่ไว้คร่าว ๆ เหมือนกันนะ เพราะจะทำให้หาคนที่เข้ากันได้บ้าง แม้ตรงสเป็กแค่เพียงคุณสมบัติเดียวก็ยังดี) 

 

อย่างที่สาม (ข้อนี้เป็นความคิดของเราอ่ะนะ) คือ การมองครูที่ "รู้พัฒนาการของนักเรียน" ครูที่เก่ง ต้องมองพัฒนาการของนักเรียนออก มองปร๊าดดด ต้องรู้ว่า นักเรียนอยู่ในระดับไหน ควรผลักดันให้ไปไวหรือควรจะค่อยเป็นค่อยไป ครูที่ดี ไม่ควรดูแค่ผลงานของเด็ก แต่ควรดูว่าระยะเวลาที่เด็กซ้อม เอื้อต่อฝีมือเด็กขนาดไหน นั่นหมายความว่า ครูที่ดี สังเกตได้ง่าย ๆ ก็คือ ครูที่ 1.รู้ว่าเราซ้อมหรือไม่โดยที่เราไม่ต้องพูด 2.ใส่ใจความสนใจของคนเรียน เช่น รู้ว่าเด็กบางคนอยากได้สติ๊กเกอร์หมีแพนด้า หรือ ผู้ใหญ่ที่เรียนก็เพราะอยากเล่นเพลงยาก ๆ ได้และหวังสูงอะไรทำนองนี้ 3.ป้อนอะไรที่ทำให้เราพัฒนาได้เร็ว (หมายความว่ารู้ว่าอะไรเหมาะกับนักเรียนแต่ละคน) และเนื่องจากเป็นการเรียนตัวต่อตัวจึงหมายความว่า ครูต้องตอบสนองนักเรียนต่างกันไปในแต่ละคนได้ หากครูคนไหนที่สามารถสอนได้ทุกช่วงวัย แปลว่าครูคนนั้นเก่งแล้ว และก็เป็นครูจริง ๆ คือ ไม่เลือกคนที่จะเรียน ไม่ใช่เพราะเห็นว่าคนเก่ง เด็กเทพ ถึงจะสอนเท่านั้น 

 

เพราะงั้น คนที่ถามฉันมาว่าทำไมถึงต้องเป็นครูคนนึ้ ก็เพราะ ... ตอนไปเรียนครั้งแรกครูถามว่า "ทำไมอยากเรียนเปียโน"  พอครูฟังที่ฉันเล่นครูก็ถามต่อว่า "ใช้เวลาซ้อมเพลงที่เล่นนี้นานไหม" (เชื่อม๊ะ ไม่มีใครถามเลยอ่ะ มีแต่ครูเต้เนี๊ยะแหละถาม ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกที่สอบถามพัฒนาการซ้อมของฉันตั้งแต่ยังไม่เริ่มสอนเลย) และครูก็มีรังสีแผ่ออกมาตอนยืนข้าง ๆ ดูฉันเล่นเปียโนน่ะซิ มันเป็นความรู้สึกที่เวลาไปเรียนกับคนอื่นแล้วมันไม่มีแผ่ออกมาน่ะคะ และเรียนมาจนถึงป่านนี้ปีนึงแล้ว ฉันยังไม่เคยเห็นครูเต้เล่นเพลงอะไรจริงจังให้ฉันฟังเลย (เคยเห็นแต่ไซท์รีด) ฉันไม่รู้ว่าครูเล่นเปียโนเก่งหรือเปล่า แล้วฉันก็ไม่แคร์มันเท่าไหร่ด้วย ที่แคร์ก็แค่ว่าครูสอนเก่ง พูดรู้เรื่อง เป็นพอ (เพราะครูเก่ง ๆ แต่พูดไม่รู้เรื่องน่ะ มีเต็มเลย ... อย่างครูในมหา'ลัย ที่เรียนจบมาเนี๊ยะ - -")

 

ชีวิตของฉันทะเลาะกับครูตั้งแต่เด็กจนโตเลยล่ะคะ ว่าง่าย ๆ ก็ตั้งแต่อนุบาลไปยันจบมหา'ลัย ก็ยังมีเรื่อง เพราะครูไม่ได้เพรียบพร้อมด้วยศีลธรรมนะคะ ครูก็เป็นปุถุชน เรื่องการกระทบกระทั้งมันเลยเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะ เด็กที่ครู ๆ ชอบคิดว่ามีปัญหา อย่างฉันเนี๊ยะ  (ฉันยืนยันนะว่าฉันไม่ได้มีปัญหา แต่ครูชอบคิดว่าฉันมีปัญหา) เพราะฉะนั้นฉันค่อนข้าง Happy มาก ๆ เวลาเจอครูที่ถูกใจนะคะ อย่างครูสอนเปียโน ถ้าคิดว่ากว่าเราจะเล่นเก่ง และต้องอยู่กับครูคนนึงเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วล่ะก็ มันก็ต้องพิถีพิถันเลือกนะคะ 

 

ความจริงฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันจะแน่นอนที่ฉันจะเข้ากับครูคนนี้ได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ อนาคตเราคาดเดาไม่ได้ ยิ่งฉันไม่ได้เป็นหมอดูด้วยแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะเป็นเช่นนี้ ฉันถึงได้คิดว่าการพูดตรงไปตรงมากับครูคนที่สอนเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ไม่งั้นถ้ายิ่งไม่พูดตรงไปตรงมากันสุดท้ายเกิดอะไรที่ผิดข้อหมองใจก็รังแต่จะทำให้มองหน้ากันไม่ติดนะคะ อย่างที่เคยไปทดลองเรียนมา คนไหนไม่ใช่ ฉันก็บอกเลยว่า คงไม่ได้เรียนด้วย ยังไม่ใช่แนว หรือสมมตินะ ฉันเกิดไม่อยากเล่นคลาสสิคแล้ว ฉันคงไม่นั่งกระมิดกระเมี้ยน ไม่พูดไม่จา ทนเรียนต่อ หรือ หนีหายหัวไปเฉย ๆ แต่ฉันจะพูดตรง ๆ ไปเลยว่าไม่เรียนแล้ว ชอบอย่างอื่นแล้ว จริง ๆ แล้วฉันเคยเรียนไม่รู้เรื่องนะ กับครูที่โรงเรียน (ไม่ใช่ครูสอนเปียโน) ฉันก็บอกเลยว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง ดูซิ เพื่อนทั้งห้องไม่มีใครเข้าใจเลย (แต่ respond ครูคนนั้นเขาไม่ยอมรับตัวเองเท่าไหร่) ซึ่งฉันไม่เคยเสียใจเลยที่จะพูดไปอย่างงั้น ไม่ใช่ไม่อยากถนอมน้ำใจ แต่นี่เราหวังดีนะ บริสุทธิ์ใจและอยากให้เขารู้ตัวว่าเขาควรปรับปรุงบ้าง ซึ่งเขาก็อีโก้เหมือนเดิม ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ฉันว่าครูก็ปุถุชน เราก็ปุถุชน ถ้าพูดตรงแล้วครูรับไม่ได้ มันก็เรื่องของครู ไม่ใช่เรื่องของเรา ในเมื่อเราไม่ได้โกหกและหวังดีนะ ครูสอนไม่รู้เรื่องจะมาดันทุรังเรียนต่อ หรือ พูดอ้อมปัดไป เขาก็คงไม่รู้ตัวอยู่อย่างงั้น 

 

ที่เขียนมาก็น่าจะได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างนะคะ 

 

ฉันพยายามเขียนลดระดับความแรงแล้วนะขอบอก ... จริง ๆ ล่ะก็ ฉันแรงมากเลยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์เนี๊ยะ (คิก ๆ ๆ ๆ) ก็อย่างที่บอกมีเรื่องกับครูตั้งแต่เด็กจนโตนี่น้า (ถ้าอยากฟังเรื่องขี้โม้ของฉันก็มาถามส่วนตัวแล้วกันนะคะ เขียนในนี้จะไม่ค่อยงามเท่าไหร่)  

ผลสอบ

posted on 05 Jul 2008 15:12 by panda500  in 001Piano

... เสียงบี๊บ ๆ ดังขึ้น ฉันเอื้อมมือควาญหาโทรศัพท์มือถือมากด ... ตัวเลขยุบยับปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือ นี่เป็นแมสเสจจากครูสอนเปียโนของฉัน

 

72/100

 

คะแนนรวมที่ทำให้ฉันช๊อกเล็กน้อย

 

"อือ ~ ตอนที่ออกจากห้องสอบเราก็คิดไว้แล้วล่ะว่าประมาณนี้" ฉันคิดในใจ ฉันพยายามเบนความสนใจตัวเองให้ไปทำอย่างอื่น สนใจอย่างอื่น คิดอย่างอื่น จนผ่านไปสักครึ่งชม. ... สุดท้ายแล้วก็จบลงด้วยการโทรศัพท์กลับไปหาครู 

 

แต่ทว่า ~

 

มันพูดอะไรไม่ออก 

 

"ผลเป็นไงบ้าง ได้มากกว่า หรือน้อยกว่าที่คาด" ครูถาม 

"หลังจากออกจากห้องสอบ เค้าก็คาดไว้ว่าประมาณ 70 ซึ่งตอนนั้นก็ว่าเสียใจจนทำใจได้แล้ว แต่ว่า~" ฉันพูดไม่ออก ปกติฉันจะพูดมาก ทำเสียงติ๊งต๊องตลอดเวลา ถ้าคนที่คุยกับฉันประจำก็คงจะรู้ได้จากน้ำเสียงทันทีว่า ฉันอยู่ในโหมดซีเรียสแล้วนะ 

 

"ครูกำลังอึ้งหรือเปล่าคะ ที่ต้องมาฟังเค้าร้องไห้" ฉันถามทั้ง ๆ น้ำตาอาบแก้ม

"ครูไม่อึ้งมากกว่าเหรอ ที่เห็นคะแนนสอบของนักเรียนทั้งห้าคนไม่เป็นไปดังคาด" ครูอธิบาย (หรือปลอบใจเฉย ๆ ก็ไม่รู้) ว่าเราโชคร้ายที่เจอลุงฝรั่งกดคะแนน คะแนนเพลงไม่น่าต่ำขนาดนี้เมื่อเทียบจากฝีมือนักเรียนที่ครูเคยส่งและก็ไปเจอเปียโนที่ไม่ชินมือด้วยมันเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้

"เค้าเรียนข้ามขั้นไปไหม ... เกิดมาเค้าไม่เคยตั้งใจเรียนขนาดนี้" ฉันกลั้นน้ำเสียงไปไม่อยู่มากกว่านี้

 

"เรามีความสุขกับการเรียนดีกว่าน่า~" ครูพูดว่า เขาเห็นว่านร.ของเขาเป็นอย่างไรแต่ละคน และนี่มันก็เหนือความคาดหมายของฉันมามากที่พัฒนาได้ขนาดนี้ 

 

บทสนทนาของเราจบลง ดูเหมือนครูจะพูดมากกว่าฉันที่พูดอะไรไม่ค่อยจะออก ฉันนึกภาพครูเต้กำลังปลอบใจลูกสาวของเขาที่กำลังนั่งร้องไห้กับเรื่องเด็ก ๆ ไหนครูยังเป็นครูมานานนม ก็คงฝึกฝีมือการปลอบใจเด็ก ๆ มาจนชำนาญนัก 

 

ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องจริงจังกับผลสอบที่ไม่ได้เอาไปใช้อะไรกับชีวิตด้วยซ้ำ เหมือนว่าจะเจ็บใจที่ทุ่มเทไป ฉันพยายามบอกตัวเองว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก หากมีการสอบครั้งหน้าฉันต้องทำได้ดีกว่านี้แน่ ๆ ฉันอยากเล่นเปียโนให้เก่ง ๆ มันเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่า ถ้าพ่อเห็นฉันเก่งแล้วพ่อจะมีความสุข 

 

"ผ่านก็ดีแล้ว หนูอย่าได้เสียใจไปเลย" พ่อพิมพ์ msn กลับมาหาฉัน เพราะเมื่อเดือนที่แล้วที่พ่อกลับมาบ้าน ฉันเพิ่งสอนพ่อเล่น msn ไปไม่นานนัก และบทสนทนาเรื่องนี้ก็ดูเป็นเรื่องที่ใช้คุย msn ครั้งแรกของฉันและพ่อ ฉันส่งรูปวันที่ฉันไปสอบ ผ่านทาง msn มีรูปฉันกับเวิ้งเราต่างก็ยิ้มกันทั้งคู่ 

 

ฉันยังจำได้เมื่อสมัยนานมาแล้วที่พ่อซื้อซีดีโมสาร์ทมาจากยุโรป

ทั้ง ๆ ที่สมัยนั้น โมสาร์ทเป็นใคร ฉันยังไม่ใคร่อยากจะรู้จัก

พ่อพาไปเลือกเปียโนในร้านมือสอง ฉ​​​ันเองเล่นเปียโนไม่เป็นด้วยซ้ำ

พ่อซื้อให้ทันทีที่ฉันชี้ไปที่แยมมี่ โดยที่พ่อไม่เคยรู้ว่าฉันฟังไม่ออกว่ามันเสียงดีหรือไม่

ฉันรู้แค่เพียงว่า แยมมี่กับฉันคุยกันรู้เรื่อง และถูกคอกันมากในวันนั้น 

(แม้แยมมี่จะพูดภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่นมากไปหน่อย~X)

 

ฉันสัญญานะ กับพ่อ กับแยมมี่ กับครูเต้ แล้วก็กับตัวเอง ว่าฉันจะเล่นเปียโนไม่ล้มเลิกมันง่าย ๆ จริงจังกับมันทุกวินาทีที่ซ้อม ถึงแม้ฉันจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลยก็ตาม 

 

สุดท้ายก็คงมีเวิ้งคนเดียวอีกตามเคยที่เข้าใจฉันมากที่สุด ก็เรามันเพื่อนเป็นเพื่อนตายกันนี่โน๊ะ  

ย้อนกลับไปโน่น ... เมื่อปลายสิงหาของปีที่แล้ว (ถ้าฉันจำไม่ผิด) เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอครูเต้ ก่อนหน้าที่เราจะเจอกันครูบอกว่าให้เตรียมเพลงอะไรที่พอเล่นได้มา ฉันก็เลยเปิดหาเพลงในหนังสือเปียโนพีส (เล่มเขียว ๆ) หน้าแรก ๆ เพลงสักเกรด 2 เห็นจะได้ แล้วก็ซ้อมมันอยู่สักอาทิตย์ ก่อนที่จะเจอกับครูแล้วก็เล่นให้ฟัง

"ชาวนามีความสุข" เป็นเหมือนเพลงในตำนานเลยทีเดียว เพราะมันเป็นเพลงแรกที่ฉันเล่นให้ครู เมื่อครูฟังจบ ครูเลยเปิดโน้ตอะไรสักอย่างมาให้เราเล่น มันจั่วหัวว่า "Sonatina" ... ณ ตอนนั้น โซนาติน่าแปลว่าอะไรฉันไม่ใคร่รู้นัก ครูให้ลองเล่น ... "เอ๊ะ นั่นมันฟอร์มคอร์ดถนัดฉันเลยนี่" (ตอนหลังฉันเพิ่งรู้ว่ามันเรียกว่าอัลเบอร์ตี้) บรรทัดแรกบรรเลงเป็นเพลงออกมาได้ไม่ยากเย็นนัก ความจริงเพลงเด็ก ๆ ที่ฉันเคยเล่นมันมักจะเป็นคอร์ด โด ซอล มี ซอล ตลอดเวลา เห็นแล้วเล่นได้เลยถือว่าไม่แปลก พอครูเห็นอย่างงี้ก็เข้าใจว่าฉันมีฝีมือมากกว่าความจริงที่ฉันเป็น (ฉันคิดว่านะ)

ฉันดีใจ เพราะนี่จะเป็นเพลงคลาสสิคเพลงแรกที่ดูเป็นคลาสสิคจริง ๆ ไม่ใช่เพลงเด็ก ๆ อีกต่อไป ฉันแอบตื่นเต้นลึก ๆ

(แต่ที่ฉันตกลงเรียนกับครูเต้ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเพราะบนหลังเปียโนของครูมีสติ๊กเกอร์แพนด้าเอาไว้แจกเด็ก ๆ เวลาเล่นเพลงผ่าน ฉันหวังว่าจะได้บ้าง แต่พอได้เรียนกับครูเต้จริง ๆ ถึงได้รู้ว่าครูไม่เคยพกสติ๊กเกอร์แพนด้ามาที่บ้านฉันเลยสักแผ่นเดียว)

จากวันนั้นเราเรียน โซนาติน่า กันถึง 3-4 เดือน จนครูมาถามว่าเราสนใจสอบเกรด 5 ไหม มันแทบไม่น่าเชื่อหู ครูเคยพูดเปรย ๆ ไว้ประมาณว่าถ้าส่งสอบส่วนใหญ่ครูจะให้เริ่มที่เกรด 3 ฉันก็แปลกใจนิดหน่อยนะ แต่ก็รู้สึกแบบวัยรุ่นใจร้อน ยิ่งได้ข้ามขั้นยิ่งดีซิ ~

การเตรียมตัวสอบฉันว่าทำให้ครูอึ้งไปหลายอย่าง เช่นว่า ฉันไซท์รีดไม่ได้เลย ฉันไม่เคยเล่นสเกล (เคยฝึกเองตอนสุดท้ายเพิ่งรู้ว่าแบบที่ตัวเองฝึกนี่มันผิด) ฉันไม่เคยเหยียบพีเดิ้ล ฉันไม่รู้จักอะไรหลาย ๆ อย่างที่คนเรียนมาถึงขั้นจะสอบเกรด 5 ควรจะรู้ ฯลฯ (ที่จำไม่ได้ล่ะ) ฉันคิดว่าชม. บินฉันน้อย ฝีมือจริง ๆ ฉันก็คงประมาณสักเกรด 3 แต่ริอาจสอบข้ามไปเยอะมาก และเรื่องที่ครูว่าอยากให้ได้ 90 คะแนน มันเป็นสิ่งผลักดันให้ฉันซ้อม ซ้อม และซ้อม

แรก ๆ ก็รู้สึกแย่ที่เล่นยังไงก็ดูเหมือนมันไม่เพราะเสียที
แต่หลัง ๆ ฉันเพียงได้ยินว่าครูพูดชมว่า "ดี ๆ" หรือยิ้มเล็ก ๆ มันก็ทำให้ฉันดีใจมากมาย

และแล้ว ... วันนี้ก็มาถึง (เกริ่นซ่ะยาว)

 

ถ่ายตอนก่อนออกจากบ้าน (เวิ้งไม่มองกล้องเลย)

ฉันนอนไม่หลับ คงตื่นเต้นรวมทั้งนอนดึกตื่นสายสะสมกันมาหลาย ๆ วัน ฉันพยายามแต่งตัวน่ารัก เอาแป้งโป๊ะ ๆ ใต้ตาไม่ให้มีรอยดำแพนด้า ฉันซ้อมเยอะพอตัว ความจริงฉันวางแผนไว้ว่าจะซ้อมเยอะกว่านี้ แต่มันก็ไม่ทันแล้วล่ะ ฉันพกความมั่นใจไปเยอะก่อนออกจากบ้าน ถึงแม้ว่าใจอาจจะเต้นแรงไปบ้างเพราะความรู้สึกตื่นเต้นที่เวลามันผ่านไปเร็วมาก จนมาถึงจุดนี้วันนี้

ฉันไปกับเวิ้งและพี่ต่อ

เราไปถึงที่สนง.ของ Trinity ประมาณเกือบ 9 โมง หรืออาจจะเลย 9 โมงไปนิดหน่อย เรานั่งคุยกันที่ห้องนั่งรอ มีครูของฉัน และลูกศิษย์ของครู เด็ก ๆ ทั้งนั้น น้องหมวยชุดเนตรนารี (สอบเกรด 6 แน่ะ) เขาถามฉันว่าฉัน "เรียน มอ อะไร" ด้วยล่ะ แต่ยังไม่ทันตอบครูก็ระเบิดหัวเราะตอบแทนเสียงดังเชียวว่าฉันทำงานแล้ว (เห็นน้องเขาอยากได้กระเป๋าเปียโน ฉันว่าจะซื้อในเน็ตไปฝากเขาผ่านครูเต้เสียหน่อย ฐานที่พูดโดนใจ)

 

ฉันกะครู ในห้องนั่งรอ

น้องคนที่สอบเกรดเดียวกับฉันสอบก่อน แต่ไม่นานเธอก็ออกมาแล้วก็เป็นตาของฉัน ฉันเดินตามพนักงาน หัวใจเต้น ฉันบอกพนักงานว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สอบเกรด ตื่นเต้นจังเลย ครูฝรั่งคุมสอบใจดีไหมนะ ... ว่าง่าย ๆ ก็ชวนคุยไปเรื่อย จนพี่พนักงานเปิดประตู แอ๊นเข้าไปเจอ ลุงฝรั่งแก่ ๆ นั่งจดอะไรยิก ๆ

"วางโน้ตไว้ก่อน" ลุงฝรั่งแกเอ่ย (เว้าฝรั่งนะ ... อันนี้ฉันแปลให้ล่ะ)
"เอ้า เริ่มเล่นได้" ลุงแกเงยหน้า ฉันได้แต่เยส ๆ โอเค ๆ

กดคีย์แรก "กิ๊ง" ... อยากจะร้องไห้

นี่มันสอบทรินิตี้เชียวนะ "แกเอาเปียโนอาร๊ายมาให้ช้านเล่นเนี๊ยะ ได้ข่าวว่าช้านเสียเงินตั้ง 5 พันกว่าค่าสอบ" อันนี้บ่นในใจนะค่ะ ฉันเดอะโชว์มัสโกออนแบบ "ตะกุกตะกัก"

ม้วนเดียวจบ ไม่มีแก้ตัว ตาลุงฝรั่งแกพูดแต่ "Next please ๆ" (เล่นอันต่อไปได้แล้ว ทนฟังอันห่วย ๆ ไม่ไหว) ฉันก็ห่วยตั้งแต่เพลง 3 เพลง exercise 3 อัน ไปจนถึง ไซท์รีดที่ได้อ่านอยู่ประมาณ 4 ห้อง จนลุงแกทนไม่ไหวหยิบโน้ตออกไปเลย (เย้ย~X) นี่ฉันซ้อมเยอะนะ แต่พอเจอเปียโนแบบทัชชิ่งเบาหวิว กดแรงเท่าไหร่เสียงก็ออกเท่าเดิม แล้วมันอยากจะร้องไห้ ฉันเล่นทุกอย่างพลาดหมด ยกเว้น part hearing ที่ฉันตอบได้เยอะหน่อย (แต่ก็มีผิด) สาวหูเพี้ยนอย่างฉันทำใจไว้แล้วว่าจะได้คะแนนตรงนี้ไม่ดี

มันเร็วมาก เข้าไปอยู่กับลุงฝรั่งแกถึง 15 นาทียังก็ไม่รู้ ลุงแกก็เซย์ กู๊ดบาย กับฉันแล้ว ให้ตาย...

ฉันออกมาหน้าเศร้า เพลง Spain ของตา Chic Corea ที่แบงค์เพื่อนรักชอบนักชอบหนามันวนขึ้นมาเลย Game Over!!! ฉันเข้าใจว่าฉันสอบผ่านแน่นอน แต่ฉันไม่มีวันได้ 90 คะแนน อย่าว่าแต่ 90 ... 80 ก็คงไม่ถึงด้วย ฉันคิดนะว่าฉันซ้อมเยอะไปเพื่ออะไร หลายคำถามมันวนเวียนมากมาย ฉันกลับบ้านดูสถิติที่จดไว้ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ฉันเล่นเพลงกับ exercise รวมกันเกินร้อย ไหนยังหลายชม. ที่เสียไปกับการซ้อมสเกลอีกมากมาย

ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าหรือเนี๊ยะ ... 

ฉันปลอบใจตัวเองอยู่ แม้ตอนนี้ก็ยังพยายามพูดกับตัวเองว่า สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่คะแนนสอบกับเปียโนกะหลั่วนั่น ความจริงการที่ฉันได้มาสอบถึงจุดนี้ มันก็พิสูจน์พอแล้วว่าฉันมีความสามารถเทียบเท่าเกรด 5 แล้วจริง ๆ (ถึงแม้ทักษะไซท์รีดยังพัฒนาไม่ทัน) แค่รอยยิ้มที่ครูมี แค่ครอบครัว พ่อ แม่ พี่ต่อ เวิ้ง และเพื่อน ๆ ชมว่าฉันเล่นเพราะ นั่นต่างหากที่ฉันได้มา และฉันไม่ควรเอาผลคะแนนที่มันกำลังจะออกมาในไม่ช้าตัดสินว่า abilty ของฉันต่ำ เพราะปัจจัยเรื่องทัชชิ่งเปียโนนั้นมันควบคุมไม่ได้

แต่เสี้ยวนางมารมองโลกแง่ร้ายของฉันกลับซ้ำเติม มันกำลังพูดใส่หูว่า "แต่ถ้าเล่นเปียโนเก่งจริง เจอเปียโนตัวไหนก็ต้องเล่นได้ไม่ใช่เหรอ"

นั่นซินะ ~

บทเรียนนี้มันสำคัญและมีค่ามาก

ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดแบบนี้ขึ้นอีก เพราะค่าสอบและเวลาซ้อมที่เสียไป ฉันควรจะได้อะไรกลับคืนมาที่มันคุ้มค่า ability ในการเล่นเปียโนให้เพราะได้ทุกตัวอย่างงั้นเหรอ!!!

อีกไม่นานฉันจะพิสูจน์ให้ดูว่าฉันทำได้ก็แล้วกัน ...
ขอบคุณการสอบครั้งนี้ที่ทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างได้ แม้จะยังเจ็บใจก็ตามที