เลือกครูสอนเปียโนยังไงดีหว่า?
posted on 25 Aug 2008 01:22 by panda500 in 001Pianoเริ่มเดิมทีก่อนที่ฉันจะเรียนกับครูเต้ ครูสอนเปียโนคนปัจจุบัน ฉันก็ไปลองมาหลายต่อหลายที่ แบบว่าครั้งเดียวเป็นพีธีแล้วก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะตกลงเรียนหรือไม่ ว่าง่าย ๆ ฉันทำว่าที่ครูอกหักไปหลายคนแล้วนะ ... จนมีคนถามฉันว่าฉันเลือกครูยังไง? ฉันรู้ได้ยังไงว่าฉันจะเข้ากับครูคนไหนได้?
ความจริงที่ฉันอยากจะเขียนเรื่องการเลือกครูสอนดนตรี นี่ก็เพราะว่าเร็ว ๆ นี้ ฉันพบเห็นกรณีหลากหลาย ทั้งเรื่องเล็ก ๆ อย่าง มีคนเจอครูสอนไม่รู้เรื่อง ไปจนกระทั้งมีคนเจอครูมีนิสัยแปลก ๆ หรือพวกอีโก้สูงลิบ พอเวลาได้ยินก็รู้สึกว่าฉันโชคดีจัง เพราะครูที่สอนฉันอยู่ วางตัวก็ดี สอนก็เก่ง รับเรื่องที่ฉันพูดตรง ๆ ก็ได้ด้วยนะ
สำหรับคนที่ยังไม่ได้เรียนและหาสถาบันเรียนอยู่ ก็มักมาถามว่าเรียนที่ไหนดี ซึ่ง ฉันจะพูดเลยแบบฟันธงว่า "ที่ไหนก็ได้ที่มีครูที่ถูกใจเรา" นั่นแหละ ดีที่สุด เพราะเรียนดนตรี อยากจะให้ได้ผลเรียนมีความสุข และฝีมือพัฒนาเร็ว ตรงจุดประสงค์ของผู้เรียน มันก็อยู่ที่ครูทั้งนั้น
เมื่อเคลียร์เรื่องว่าครูเป็นคนสำคัญ ก็มาถึงเรื่องว่าแล้วจะเลือกยังไงให้เข้ากับเรา
อย่างแรกคือ ครั้งแรกที่เราทดลองเรียนน่ะ เราคุยกับครูไหมว่า จุดประสงค์ที่เราอยากเล่นดนตรีไปเพราะอะไร? ข้อนี้สำคัญเลยนะ ... เพราะเราอยากผ่อนคลาย เรียนเล่น ๆ แก้เครียด แล้วไปเจอครูตั้งใจสอน ต้องแม่นต้องเนี๊ยบ ก็หมดสนุกกันน่ะซิ หรือบางคนอยากเรียนอย่างซีเรียส อยากเก่ง เจอครูชอบพูดมาก ชวนคุยในเวลาเรียน เพราะอยากให้นักเรียนชิว ๆ สุดท้ายเราก็ไม่ได้อะไร จริงไหม นอกจากนี้ ควรจะคุยกับครูเรื่องแนวเพลงที่อยากเล่นได้ เพราะถ้าครูถนัดป๊อป และนักเรียนอยากเล่นเพลงคลาสสิค ครูจะสอนได้ไหมล่ะนั่น ...
อย่างที่สองคือ กำหนดสเป๊กครูไว้ก่อนล่วงหน้า (ประหนึ่งกำหนดเนื้อคู่ในอนาคต) เช่น ครูต้องเป็นผู้หญิง ใส่แว่น อายุ 18-25 ใจดี ในกรณีสาวกสาวแว่น (ยกตัวอย่างซ่ะ ... ไม่สมเป็นครูเลย) อย่างเรา คุณสมบัติที่เคยตั้งไว้ คือ แก่ พูดแล้วเราขยันซ้อม และมีสติ๊กเกอร์หมีแพนด้า (ออกนอกเรื่องอีกแล้ว) การตั้งสเป็คคร่าว ๆ จะทำให้เราเข้ากับครูได้ (นอกเรื่องอีกนิด ชีวิตคนเราควรกำหนดสเป็กเนื้อคู่ไว้คร่าว ๆ เหมือนกันนะ เพราะจะทำให้หาคนที่เข้ากันได้บ้าง แม้ตรงสเป็กแค่เพียงคุณสมบัติเดียวก็ยังดี)
อย่างที่สาม (ข้อนี้เป็นความคิดของเราอ่ะนะ) คือ การมองครูที่ "รู้พัฒนาการของนักเรียน" ครูที่เก่ง ต้องมองพัฒนาการของนักเรียนออก มองปร๊าดดด ต้องรู้ว่า นักเรียนอยู่ในระดับไหน ควรผลักดันให้ไปไวหรือควรจะค่อยเป็นค่อยไป ครูที่ดี ไม่ควรดูแค่ผลงานของเด็ก แต่ควรดูว่าระยะเวลาที่เด็กซ้อม เอื้อต่อฝีมือเด็กขนาดไหน นั่นหมายความว่า ครูที่ดี สังเกตได้ง่าย ๆ ก็คือ ครูที่ 1.รู้ว่าเราซ้อมหรือไม่โดยที่เราไม่ต้องพูด 2.ใส่ใจความสนใจของคนเรียน เช่น รู้ว่าเด็กบางคนอยากได้สติ๊กเกอร์หมีแพนด้า หรือ ผู้ใหญ่ที่เรียนก็เพราะอยากเล่นเพลงยาก ๆ ได้และหวังสูงอะไรทำนองนี้ 3.ป้อนอะไรที่ทำให้เราพัฒนาได้เร็ว (หมายความว่ารู้ว่าอะไรเหมาะกับนักเรียนแต่ละคน) และเนื่องจากเป็นการเรียนตัวต่อตัวจึงหมายความว่า ครูต้องตอบสนองนักเรียนต่างกันไปในแต่ละคนได้ หากครูคนไหนที่สามารถสอนได้ทุกช่วงวัย แปลว่าครูคนนั้นเก่งแล้ว และก็เป็นครูจริง ๆ คือ ไม่เลือกคนที่จะเรียน ไม่ใช่เพราะเห็นว่าคนเก่ง เด็กเทพ ถึงจะสอนเท่านั้น
เพราะงั้น คนที่ถามฉันมาว่าทำไมถึงต้องเป็นครูคนนึ้ ก็เพราะ ... ตอนไปเรียนครั้งแรกครูถามว่า "ทำไมอยากเรียนเปียโน" พอครูฟังที่ฉันเล่นครูก็ถามต่อว่า "ใช้เวลาซ้อมเพลงที่เล่นนี้นานไหม" (เชื่อม๊ะ ไม่มีใครถามเลยอ่ะ มีแต่ครูเต้เนี๊ยะแหละถาม ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกที่สอบถามพัฒนาการซ้อมของฉันตั้งแต่ยังไม่เริ่มสอนเลย) และครูก็มีรังสีแผ่ออกมาตอนยืนข้าง ๆ ดูฉันเล่นเปียโนน่ะซิ มันเป็นความรู้สึกที่เวลาไปเรียนกับคนอื่นแล้วมันไม่มีแผ่ออกมาน่ะคะ และเรียนมาจนถึงป่านนี้ปีนึงแล้ว ฉันยังไม่เคยเห็นครูเต้เล่นเพลงอะไรจริงจังให้ฉันฟังเลย (เคยเห็นแต่ไซท์รีด) ฉันไม่รู้ว่าครูเล่นเปียโนเก่งหรือเปล่า แล้วฉันก็ไม่แคร์มันเท่าไหร่ด้วย ที่แคร์ก็แค่ว่าครูสอนเก่ง พูดรู้เรื่อง เป็นพอ (เพราะครูเก่ง ๆ แต่พูดไม่รู้เรื่องน่ะ มีเต็มเลย ... อย่างครูในมหา'ลัย ที่เรียนจบมาเนี๊ยะ - -")
ชีวิตของฉันทะเลาะกับครูตั้งแต่เด็กจนโตเลยล่ะคะ ว่าง่าย ๆ ก็ตั้งแต่อนุบาลไปยันจบมหา'ลัย ก็ยังมีเรื่อง เพราะครูไม่ได้เพรียบพร้อมด้วยศีลธรรมนะคะ ครูก็เป็นปุถุชน เรื่องการกระทบกระทั้งมันเลยเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะ เด็กที่ครู ๆ ชอบคิดว่ามีปัญหา อย่างฉันเนี๊ยะ (ฉันยืนยันนะว่าฉันไม่ได้มีปัญหา แต่ครูชอบคิดว่าฉันมีปัญหา) เพราะฉะนั้นฉันค่อนข้าง Happy มาก ๆ เวลาเจอครูที่ถูกใจนะคะ อย่างครูสอนเปียโน ถ้าคิดว่ากว่าเราจะเล่นเก่ง และต้องอยู่กับครูคนนึงเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วล่ะก็ มันก็ต้องพิถีพิถันเลือกนะคะ
ความจริงฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันจะแน่นอนที่ฉันจะเข้ากับครูคนนี้ได้ตลอดเวลาหรอกค่ะ อนาคตเราคาดเดาไม่ได้ ยิ่งฉันไม่ได้เป็นหมอดูด้วยแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะเป็นเช่นนี้ ฉันถึงได้คิดว่าการพูดตรงไปตรงมากับครูคนที่สอนเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ไม่งั้นถ้ายิ่งไม่พูดตรงไปตรงมากันสุดท้ายเกิดอะไรที่ผิดข้อหมองใจก็รังแต่จะทำให้มองหน้ากันไม่ติดนะคะ อย่างที่เคยไปทดลองเรียนมา คนไหนไม่ใช่ ฉันก็บอกเลยว่า คงไม่ได้เรียนด้วย ยังไม่ใช่แนว หรือสมมตินะ ฉันเกิดไม่อยากเล่นคลาสสิคแล้ว ฉันคงไม่นั่งกระมิดกระเมี้ยน ไม่พูดไม่จา ทนเรียนต่อ หรือ หนีหายหัวไปเฉย ๆ แต่ฉันจะพูดตรง ๆ ไปเลยว่าไม่เรียนแล้ว ชอบอย่างอื่นแล้ว จริง ๆ แล้วฉันเคยเรียนไม่รู้เรื่องนะ กับครูที่โรงเรียน (ไม่ใช่ครูสอนเปียโน) ฉันก็บอกเลยว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง ดูซิ เพื่อนทั้งห้องไม่มีใครเข้าใจเลย (แต่ respond ครูคนนั้นเขาไม่ยอมรับตัวเองเท่าไหร่) ซึ่งฉันไม่เคยเสียใจเลยที่จะพูดไปอย่างงั้น ไม่ใช่ไม่อยากถนอมน้ำใจ แต่นี่เราหวังดีนะ บริสุทธิ์ใจและอยากให้เขารู้ตัวว่าเขาควรปรับปรุงบ้าง ซึ่งเขาก็อีโก้เหมือนเดิม ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ฉันว่าครูก็ปุถุชน เราก็ปุถุชน ถ้าพูดตรงแล้วครูรับไม่ได้ มันก็เรื่องของครู ไม่ใช่เรื่องของเรา ในเมื่อเราไม่ได้โกหกและหวังดีนะ ครูสอนไม่รู้เรื่องจะมาดันทุรังเรียนต่อ หรือ พูดอ้อมปัดไป เขาก็คงไม่รู้ตัวอยู่อย่างงั้น
ที่เขียนมาก็น่าจะได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างนะคะ
ฉันพยายามเขียนลดระดับความแรงแล้วนะขอบอก ... จริง ๆ ล่ะก็ ฉันแรงมากเลยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์เนี๊ยะ (คิก ๆ ๆ ๆ) ก็อย่างที่บอกมีเรื่องกับครูตั้งแต่เด็กจนโตนี่น้า (ถ้าอยากฟังเรื่องขี้โม้ของฉันก็มาถามส่วนตัวแล้วกันนะคะ เขียนในนี้จะไม่ค่อยงามเท่าไหร่)


ย้อนกลับไปโน่น ... เมื่อปลายสิงหาของปีที่แล้ว (ถ้าฉันจำไม่ผิด) เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอครูเต้ ก่อนหน้าที่เราจะเจอกันครูบอกว่าให้เตรียมเพลงอะไรที่พอเล่นได้มา ฉันก็เลยเปิดหาเพลงในหนังสือเปียโนพีส (เล่มเขียว ๆ) หน้าแรก ๆ เพลงสักเกรด 2 เห็นจะได้ แล้วก็ซ้อมมันอยู่สักอาทิตย์ ก่อนที่จะเจอกับครูแล้วก็เล่นให้ฟัง